...

posted on 10 Mar 2012 22:38 by ziin
ตอนนี้มันก็คงจะถึงขีดสุดแล้วล่ะ
 
ความรู้สึกอะไรหลายๆอย่างที่เคยบอกว่า ...ช่างมันเถอะ
 
ปากแค่พูดปัดมันออกไป แค่ความรู้สึกทุกอย่างมันยังคงอยู่ในใจมาตลอด
 
พอเจอหลายๆเรื่อง เจอบ่อยๆ เจอซ้ำๆ ความรู้สึกมันก็ยิ่งแย่
 
 
 
บางทีไอนิสัยที่ไม่ค่อยจะพูดอะไรออกไป มันก็ไม่ดีเลยนะ
 
พอไม่พูดก็กลายเป็นว่า เรายอมทุกอย่าง
 
 
 
 
 
(1).......แต่ก่อนที่ช่วยงานที่บ้านก็คิดว่า อยากจะทำเท่าที่เราจะทำได้ อยากช่วยอะไรหลายๆอย่าง เพื่อให้แม่สบายใจ
 
แต่พอทำให้เขาพอใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว ระดับใหม่ๆมันก้เข้ามาอีก แถมสูงกว่าเดิม
 
แรกสุดยอมเลิกงาน 6โมงเย็น แล้วหลังจากนั้นก็มีสอนตัดเสื้อเพิ่มเข้ามาอีก (ต่อยาวไปถึง 2 ทุ่ม) จนตอนนี้ยาวไปถึง 4 ทุ่ม ...ทำงานจันทร์ถึงเสาร์ วันหยุดราชการไม่มี - -"
 
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าความพอใจของแม่มันอยู่ที่ไหน ...แม่ยังอยากให้ทำนู่นทำนี่อีกมากมายแบบที่ไม่ต้องมีวันหยุด หรือมีเวลาส่วนตัว
 
...ตอนแรกก็คิดว่า เราอาจจะยังติดนิสัยสบายๆอยู่ ก็พยายามที่จะปรับเปลี่ยนตัวเอง แต่ไม่ว่าจะปรับขนาดไหนมันก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ
 
หลายครั้งที่ได้ยินแม่พูดเปรียบเปรย ว่า ลูกคนนู้นคนนี้หาเงินได้เดือนละหลายๆหมื่น
 
...มันเลยทำให้รู้ว่า คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ในความคิดของแม่ คือ คนที่หาเงินได้มากๆ...
 
 
เราคงทำแบบนั้นไม่ได้ มีชีวิตเพื่อทำงานอย่างหนัก เพราะความสุขของเรามันไม่เหมือนกับของแม่
 
เราคิดว่า ...ทำทุกอย่างให้มันอยู่ในความพอดี แค่นี้ก็พอ
 
 
 
เฮ้อออ แต่แม่เราจะเข้าใจมั้ยล่ะ
 
 
 
 
 
 
(2).........ก่อนหน้านี้ประมาณสัก 1 ปี พ่อเราต้องผ่าสมอง เพราะเส้นเลือดฝอยในสมองแตก แต่โชคดีที่อาการออกให้เห็นชัดๆ เลยรักษาทัน
 
ช่วงเวลานั้นทุกคนแทบจะไม่กล้าปล่อยพ่ออยู่คนเดียวเลย เพราะไม่รู้ว่าจะไรจะเกิดขึ้นอีก
 
และปีที่แล้วอากาศก็เปลี่ยนบ่อยๆ พ่อก็ไม่ค่อยสบาย ...เราก็บอกให้พี่ชายมันอยู่กับพ่อ เผื่อว่าตอนกลางวันเขาง่วงก็จะได้มีคนช่วยดูหน้าร้านให้
 
ตอนเที่ยงลงมาอีกที พ่อบอกว่า มันไปหาแฟนที่คอนโดแล้ว ...รู้สึกอย่าต่อยหน้าพี่ก็ตอนนี้แหละ
 
 
 
จนตอนนี้มีสะใภ้เข้ามาอยู่ร่วมอีกหนึ่งคน - -" จริงๆก็เหมือนมาอยู่ก่อนแต่งงานอีก เหตุมาจากน้ำท่วม เลยย้ายมาอยู่ที่บ้านเราก่อน(ชั่วคราว)
 
ตอนแรกที่ย้ายมา เขาก็เอาหมามาด้วย ...ไม่ว่าอะไร เพราะมันน่ารักมากกกก แต่ที่อยากจะว่า คือ พอคุณเห็นว่ามีคนรักเอ็นดู และช่วยดูแลให้ คุณก็เหมือนจะโยนให้เป็นหน้าที่คนอื่น -*-
 
.....มันเห็นแก่ตัวไปนะ ที่ต้องให้คนอื่นมาคอยเช็ดขี้เช็ดฉี่ ให้อาหาร พาไปเดินเล่น  ......แล้วตัวคุณกลับนอนตื่นบ่าย 2  บางวันก็ 4 โมงเย็น ตื่นขึ้นมากินข้าวเย็น นั่งดุหนังแป๊บนึงก้ขึ้นไปเล่นคอมฯ และนอนต่อ
 
 
 
พูดตามตรงว่า ไม่คิดที่จะให้อีสองคนนี้ดูแลพ่อแม่หรอกนะ ...ลำพังแค่ หมา หนึ่งตัวมันยังดูแลไม่ได้เลย
 
พ่อแม่ เรากับพี่สาวอีกคนดูแลเองได้
 
 
 
ปัญหาเล็กน้อยยิบย่อยอีกมากมายที่มันเกิดขึ้นก่อนที่จะมีงานแต่งอีก
 
เรารู้สึกว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากกกกก
 
ตอนที่หาสถานที่จะจัดงาน เขาบอกว่า อยากได้สถานที่ใกล้ๆบ้านเค้า เพราะบ้านเขามีคนแก่
 
-*- แล้วคิดว่า บ้านทางฝั่งเราไม่มีหรอ อาม่าของเรา (ยาย) อายุ 80 กว่า ....ไม่แก่เลยเนอะ
 
 
 
 
 
แต่ตอนนี้ปัญหาอีกอย่างกำลังจะมาตาม ... คือ คุณพี่สะใภ้ บอกว่า อยากมีลูก
 
แต่ว่าก่อนหน้านี้ รู้สึกว่าก่อนที่สองคนนี้จะแต่งงานกันด้วยซ้ำมั้ง.......มีคนมายืมเงินแม่เราไปหลายแสนแล้วแหละ แล้วลูกหนี้เอาโฉนดที่ดินมาค้ำเอาไว้ 
 
มันเป็นที่ดินอยู่ที่จังหวัดอุบลฯ ....ช่างบังเอิญว่า แม่ของพี่สะใภ้อยู่ที่จังหวัดนั้น และก็เป็นครูอยู่ที่นั่น
 
ด้วยความใจดี พี่สะใภ้เลยขอซีร็อกโฉนดที่ดินส่งไปให้แม่เขาช่วยหาให้ว่ามันอยู่แถวไหน
 
 
 
และตอนนี้ ที่สองคนนั้นแต่งงานกันมาได้ ยังไม่ถึงครึ่งปี พี่สะใภ้บอกว่าอยากมีลูก
 
...แล้วจะให้เราคิดยังไง??
 
แถมเงินสินสอดที่แม่ให้ไปก็หายถูกแม่ยาย(แม่ของพี่สะใภ้)เอาไปจัดการหมด
 
 
 
แล้วอีกเรื่อง เมื่อ 2 วันก่อน คุณสะใภ้โทรมาจากที่ทำงาน ถามแม่เราว่า ...มีที่อยู่ที่มีนบุรีใช่มั้ย เขาสองคนอยากจะออกจากงานแล้วไปเปิดร้านทำกิจการอยู่แถวนั้น อยากให้แม่ช่วยลงทุนให้หน่อย
 
.....................โครงการเยอะนะ - -" แต่เงินทุนที่ได้ไปจากเงินสินสอดนั่นล่ะ มันหายไปไหนหมด?
 
 
 
 
...หล่อนเคยใช้ให้เราทาเล็บให้ - -" แต่ขอโทษ เราไม่ได้พิศวาสคุณ จนยอมที่จะทำนู่นทำนี่ให้หรอกนะ
 
ไม่ไหวว่ะ คนแบบนี้ ...คิดว่า เป็นคุณนายมาจากไหน
 
 
 
 
 
 
 
 
เราไม่อยากจะพูดอะไรกับใครมาก เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง แสดงความเห็นแก่ตัวออกมาเหมือนกันทั้งคู่ (รวมทั้งเราด้วย)
 
ถ้าเริ่มรู้สึกแย่เมื่อไหร่ เรายอมเป็นฝ่ายที่จะถอยห่างออกมาก่อน...ไม่ใช่ว่าขี้ขลาด แต่เพราะไม่อยากมีเรื่อง
 
เพราะถ้าเราเอาเรื่องจริงๆ ...มันจะเหมือนตีงู ตีให้ตายในครั้งเดียว แบบไม่ให้กลับมาแก้แค้นได้อีก
 
...แต่ถ้ามันถึงขั้นนั้น แสดงว่า มันเกินจะเยียวยาแล้วจริงๆ - -"
 
อย่าให้มันต้องถึงขั้นนั้นจะดีกว่า
 
 
 
คิดว่าอีกไม่นาน สองคนนั้นก็คงย้ายออกไปมีกิจการเป็นของตัวเอง (ล่ะมั้ง?)
 
 
 
 
...เอาล่ะ ระบายมาตั้งเยอะ มันก็สบายใจขึ้นมาหน่อย ^ ^
 
ก็จะพยายามทำตัวเองให้มีความสุข ...จะพยายาม ถ้าไม่มีคนเอาเรื่องน่าหงุดหงิดมาใส่เราอีก

Comment

Comment:

Tweet